
ประจำสัปดาห์ 5 - 11 มกราคม 2026
%20(1)_progressive.jpg)

Standard Chartered มองว่าปี 2026 จะเป็น “ปีของ Ethereum” ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นอย่างรุนแรงในระยะสั้น แต่เป็นผลจากบทบาทเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนของ Ethereum ในระบบนิเวศคริปโต โดยเครือข่ายนี้เป็นศูนย์กลางของ stablecoin, DeFi และการแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคน (RWA) พร้อมทั้งมีปริมาณธุรกรรมและการใช้งานจริงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการอัปเกรดเครือข่ายที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการรองรับการใช้งาน และหากกฎหมายอย่าง CLARITY Act ในสหรัฐฯ ผ่านการพิจารณา ก็จะยิ่งสนับสนุนกิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum โดยตรง
ในด้านราคา Standard Chartered ประเมินว่า ETH ช่วงสิ้นปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าประมาณการเดิม อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของมุมมองดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ศักยภาพของ Ethereum ในการ “สร้างผลตอบแทนเหนือกว่า Bitcoin” ในเชิงสัดส่วนราคาและการขยายตัวของกิจกรรมบนเชน โดยในขณะที่ Bitcoin ยังคงมีความแข็งแกร่งในบทบาทของสินทรัพย์เพื่อการเก็บรักษามูลค่า Ethereum กำลังพัฒนาไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทำให้ปี 2026 อาจเป็นช่วงเวลาที่บทบาทดังกล่าวปรากฏเด่นชัดมากยิ่งขึ้น

Strategy Inc. ประกาศเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2026 ว่า บริษัทได้เข้าซื้อ Bitcoin จำนวน 13,627 BTC ในช่วงระหว่างวันที่ 5–11 มกราคม ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 1.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเข้าซื้อครั้งนี้ไม่ใช่การเพิ่มพอร์ตในระดับเล็กน้อย แต่ถือเป็นการซื้อรายสัปดาห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 สะท้อนให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ของบริษัทยังคงยึดแนวทางการสะสม Bitcoin อย่างจริงจัง แม้สภาพตลาดจะยังมีความผันผวน และราคายังไม่กลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมก็ตาม
ผลจากการเข้าซื้อครั้งนี้ทำให้ยอดการถือครอง Bitcoin ของ Strategy เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 687,410 BTC คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 3% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมดทั่วโลก โดยราคาเฉลี่ยของการซื้อรอบนี้อยู่ที่ราว 91,519 ดอลลาร์ต่อ BTC ซึ่งสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยเดิมของบริษัท สะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการถือครองเพื่อรอการปรับขึ้นของราคาในระยะสั้น แต่เป็นการยืนยันมุมมองเชิงกลยุทธ์ว่าการเพิ่มสัดส่วน Bitcoin ในงบดุลยังคงสอดคล้องกับทิศทางการบริหารสินทรัพย์ในระยะยาวของบริษัท

ช่วงวันที่ 5–11 มกราคม ตลาดคริปโตเปิดปีด้วยบรรยากาศแบบ “เสี่ยงได้” ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโหมดระมัดระวังกลางสัปดาห์ โดยข้อมูลจากกราฟ Top Net Flows 7 วันของ Artemis ชี้ว่าเม็ดเงินไม่ได้ไหลออกจากระบบ แต่กำลังเกิดการย้ายตำแหน่งของสภาพคล่องมากกว่า Arbitrum เป็นเชนที่รับเงินไหลเข้าสูงสุด ตามด้วย L2 อื่นอย่าง Ink, Base และ Starknet ขณะที่ Ethereum ในฝั่ง L1 กลับมีเงินไหลออกสุทธิสูงที่สุด ภาพดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมเดิมของตลาด คือเมื่อความเชื่อมั่นกลับมา ผู้ใช้งานจะย้ายเงินจาก L1 ที่มีค่าธรรมเนียมสูง ไปยัง L2 ที่ต้นทุนต่ำกว่า เร็วกว่า และมีพื้นที่ทำกิจกรรม DeFi มากกว่า ซึ่งไม่ได้เป็นการหนีออกจากตลาดคริปโต แต่เป็นการ “เปลี่ยนเลน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเงินทุน
ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ความผันผวนของตลาดเพิ่มสูงขึ้นและเริ่มมีแรงขายสลับเข้ามาอย่างชัดเจน เม็ดเงินจึงเริ่มไหลออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสายเลเวอเรจอย่าง Hyperliquid ซึ่งปรากฏตัวเลขติดลบในกราฟเดียวกัน สะท้อนพฤติกรรมการลดความเสี่ยงและการชะลอการใช้เลเวอเรจของผู้ลงทุน ในขณะเดียวกัน เงินทุนบางส่วนยังคงเลือกพักอยู่ในเครือข่าย L2 ขนาดใหญ่อย่าง Arbitrum และ Base ซึ่งมีความคล่องตัวสูงและต้นทุนการทำธุรกรรมต่ำ ภาพรวมของสัปดาห์นี้จึงไม่ใช่สัญญาณของการถอนตัวออกจากตลาดในลักษณะขาลง แต่เป็นการ “หมุนเงิน” ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด จากโหมดเชิงรุกในช่วงต้นสัปดาห์ ไปสู่โหมดระมัดระวังในช่วงท้าย โดยผู้เล่นยังคงอยู่ในระบบ เพียงแต่เลือกพื้นที่การลงทุนที่เหมาะสมกับจังหวะมากขึ้น

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ช่วงวันที่ 5–6 มกราคม ดัชนี Crypto Fear & Greed ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับราว 30 จุดในโซน Neutral–Fear ขยับขึ้นสู่ประมาณ 43–45 จุด หรือโซน Greed ในวันที่ 6 มกราคม การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนบรรยากาศเชิงบวกของตลาดในช่วงต้นปี หลังราคาสินทรัพย์ดิจิทัลฟื้นตัวต่อเนื่อง นักลงทุนเริ่มเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นและมีความคาดหวังต่อทิศทางตลาดในระยะถัดไป โดยการปรับขึ้นของดัชนีกว่า 10–15 จุดภายในเวลาไม่กี่วัน บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านของอารมณ์ตลาดจากภาวะระมัดระวังไปสู่ความเชื่อมั่นเชิงบวกอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคมเป็นต้นมา ดัชนีความเชื่อมั่นเริ่มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับราว 40+ จุด ลดลงมาใกล้ 30 จุดในวันที่ 8 มกราคม และไหลต่อจนใกล้ 25 จุด (ระดับ Fear) ในช่วงวันที่ 10–11 มกราคม การลดลงประมาณ 15–20 จุดภายใน 4–5 วันสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นถูกแทนที่ด้วยความระมัดระวัง นักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงมากกว่าการไล่ตามกำไร หลังราคาคริปโตมีความผันผวนและเริ่มอ่อนแรง ภาพรวมช่วง 5–11 มกราคมจึงชี้ให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากภาวะ “คาดหวังเชิงบวก” ไปสู่ “ระวังความเสี่ยง” อย่างชัดเจนในเวลาสั้น ๆ ซึ่งสะท้อนลักษณะเฉพาะของตลาดคริปโตที่อ่อนไหวต่ออารมณ์นักลงทุนสูง

ช่วงวันที่ 5–11 มกราคม 2026 กระแสเงินของ Bitcoin ETF สะท้อนความผันผวนของตลาดอย่างชัดเจน โดยวันที่ 5 มกราคมมียอดเงินไหลเข้าสุทธิ +697.2 ล้านดอลลาร์ นำโดย IBIT (+372.5 ล้านดอลลาร์) และ FBTC (+191.2 ล้านดอลลาร์) แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทิศทางราคา Bitcoin แต่ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคมเริ่มเกิดแรงขายสุทธิ -243.2 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะรุนแรงขึ้นเป็น -486.1 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 7 มกราคม จากแรงขายพร้อมกันของ IBIT (-130.0 ล้านดอลลาร์), FBTC (-247.6 ล้านดอลลาร์) และ ARKB (-42.3 ล้านดอลลาร์) สะท้อนว่าตลาดปรับลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็วหลังเผชิญความผันผวนสูง โดยภาพรวมชี้ให้เห็นว่ากระแสเงินใน Bitcoin ETF ถูกกำหนดโดยปฏิกิริยาต่อความผันผวนระยะสั้น นักลงทุนใช้ ETF เป็นเครื่องมือปรับพอร์ตและสะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์มากกว่าการตัดสินใจระยะยาว
ช่วงต้นปี 2026 กระแสเงินทุนใน Ethereum ETF ยังตึงตัวต่อเนื่อง โดยวันที่ 8 มกราคมมียอดเงินไหลออกสุทธิ -398.8 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 9 มกราคมยังคงไหลออกต่อเนื่อง -250.0 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ปลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อยที่ +116.7 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 12 มกราคม และกลับมาไหลเข้ารุนแรงอีกครั้ง +753.8 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 13 มกราคม ภาพรวมสะท้อนลักษณะ “จากคึกคักสู่ระมัดระวัง” นักลงทุนสถาบันใช้ ETF ปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วตามอารมณ์ตลาด สะท้อนว่าตลาดคริปโตในช่วงนี้ยังอ่อนไหวต่อข่าว ราคา และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าที่จะเป็นเทรนด์ขาขึ้นที่มั่นคงต่อเนื่อง

ช่วงวันที่ 5–11 มกราคม 2026 กระแสเงินใน Ethereum ETF แสดงให้เห็นความผันผวนสูงและการปรับพอร์ตอย่างรวดเร็วของนักลงทุน วันที่ 5 มกราคม มียอดเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ +168.0 ล้านดอลลาร์ โดย ETHE ไหลเข้าประมาณ +53.7 ล้านดอลลาร์ และ ETH +22.3 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าตลาดยังคงเปิดรับความเสี่ยงต่อเนื่องจากช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม วันที่ 6 มกราคม แม้บางกองเช่น ETFA มีเงินไหลเข้าราว +198.8 ล้านดอลลาร์ แต่แรงขายในหลายกองทำให้ยอดสุทธิลดลงเหลือ +114.7 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ทิศทางจะเปลี่ยนเป็นลบชัดเจนในวันที่ 7 มกราคม โดยมียอดเงินไหลออกสุทธิราว -98.3 ล้านดอลลาร์ เกิดจากแรงขายพร้อมกันในหลายกอง เช่น FETH -13.3 ล้านดอลลาร์, ETHE -52.0 ล้านดอลลาร์ และ ETH -13.0 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงการจัดสมดุลพอร์ตและความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบันในช่วงสัปดาห์แรกของปีใหม่
แรงขายในตลาด Ethereum ETF ยังคงต่อเนื่องในวันที่ 8 มกราคม โดยมียอดไหลออกสุทธิราว -159.2 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยวันที่ 9 มกราคม ไหลออกอีก -93.8 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าผู้ลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงอย่างจริงจัง หลังจากราคาผันผวนและบรรยากาศตลาดเปลี่ยนไปเป็นระมัดระวัง ช่วงวันที่ 5–11 มกราคม จึงเป็นช่วงที่ Ethereum ETF แสดงการเปลี่ยนแปลงจากภาวะ “เงินไหลเข้า” ต้นสัปดาห์ ไปสู่ภาวะ “เงินไหลออก” กลางถึงปลายสัปดาห์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสถาบันใช้ ETF เป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับน้ำหนักการลงทุนอย่างรวดเร็วตามอารมณ์ตลาด ซึ่งยังคงไวต่อความผันผวนระยะสั้นมากกว่าการเคลื่อนไหวระยะยาวที่ชัดเจน
ข่าวสารสำคัญ:
เกาหลีใต้ KB ประกาศจดสิทธิบัตร Stablecoin เตรียมขยายบริการทางการเงินดิจิทัล
รัสเซียผ่านร่างกฎหมายคริปโตฉบับสุดท้าย เสริมกรอบกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งระบบ
ที่มา:
https://dappradar.com/chain/base
https://dappradar.com/chain/arbitrum
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


