ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ

Weekly Research Recap 11 - 17 May 2026

ประจำสัปดาห์ 11 - 17 พฤษภาคม 2026

สารบัญเนื้อหา

Weekly Recap Research  

Dogecoin พ้นเงา Elon Musk? DogeOS ชี้ DOGE กำลังโตสู่ยุคใหม่ของตัวเอง

[https://www.theblock.co/post/401373/dogecoin-has-crazy-things-on-the-horizon-as-ecosystem-grows-beyond-elon-musk-says-dogeos-founder]

Dogecoin อาจไม่ได้เป็นเพียงเหรียญมีมที่ต้องรอแรงขับจากโพสต์ของ Elon Musk เพื่อสร้างกระแสในตลาดอีกต่อไป หลัง Jordan Jefferson ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ DogeOS ระบุว่า ระบบนิเวศของ DOGE กำลังเติบโตด้วยแรงขับของตัวเอง ทั้งในด้านทีมพัฒนา โอกาสการลงทุน และการสร้าง application layer บนเครือข่าย Dogecoin โดยก่อนหน้านี้ DogeOS สามารถระดมทุนได้ 6.9 ล้านดอลลาร์ นำโดย Polychain Capital เพื่อผลักดันการใช้งาน DOGE ให้ขยายไปไกลกว่าการเป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับการซื้อขายบนกระดานเทรด ซึ่งสะท้อนว่า ecosystem ของ Dogecoin เริ่มมีโครงสร้างและการใช้งานที่จับต้องได้มากขึ้น

Jefferson มองว่า แม้ Elon Musk จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ Dogecoin เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะช่วงที่ DOGE ทำจุดสูงสุดหลังถูกพูดถึงในรายการ Saturday Night Live ปี 2021 แต่ปัจจุบัน Dogecoin ยังคงได้รับความสนใจ แม้กระแสจาก Musk จะลดลงก็ตาม เขามองว่า DOGE กำลังกลับไปสู่แนวคิดดั้งเดิมของคริปโต นั่นคือการเป็น “peer-to-peer electronic cash” ที่ใช้งานง่าย เข้าถึงง่าย และขับเคลื่อนด้วยชุมชนที่แข็งแรง พร้อมระบุว่ายังมี “เรื่องใหญ่” รออยู่ข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมคริปโตกลับมาจับตา Dogecoin อีกครั้งในระยะต่อไป

คริปโตสหรัฐฯ เข้าใกล้ “กติกาที่ชัดเจน” แต่เกมการเมืองยังไม่จบ

[https://www.theblock.co/post/401375/decisive-turning-point-crypto-industry-cheers-clarity-act-progress-ethics-questions-linger-next-vote]

อุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังร่างกฎหมาย CLARITY Act มีความคืบหน้าในชั้นคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภา ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดความคลุมเครือด้านกฎเกณฑ์ และช่วยวางกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนมากขึ้น แทนการปล่อยให้ตลาดตีความท่าทีของหน่วยงานกำกับดูแลแบบไร้ทิศทางเหมือนที่ผ่านมา โดยกฎหมายฉบับนี้กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายปี

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของร่างกฎหมายยังไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด แม้ภาคอุตสาหกรรมคริปโตจะสนับสนุนอย่างชัดเจน แต่ประเด็นด้านจริยธรรม ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองกับธุรกิจคริปโต ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญก่อนเข้าสู่การลงมติในลำดับถัดไป โดยร่างกฎหมายยังต้องผ่านการถกเถียงในวุฒิสภา และอาจต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคเพื่อผลักดันต่อ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ตลาดจะเริ่มเห็นความชัดเจนด้านกฎระเบียบมากขึ้น แต่ปัจจัยทางการเมืองของสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมคริปโตในระยะต่อไป

Top Net flows

[https://app.artemisanalytics.com/flows]

ในช่วงวันที่ 11–17 พฤษภาคม 2026 ตลาดสะท้อนภาพการย้ายฐานสภาพคล่องครั้งสำคัญภายในระบบนิเวศ Ethereum โดย Ethereum Mainnet เผชิญเงินทุนไหลออกราว 3,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Base ซึ่งเป็นเครือข่าย Layer 2 ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Coinbase กลับมีเงินทุนไหลเข้าสูงในระดับใกล้เคียงกัน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกลยุทธ์ของ Base ในปี 2026 ที่มุ่งขยายตลาดสินทรัพย์ tokenized ระบบชำระเงินผ่าน stablecoin และการสนับสนุนนักพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแยกออกจาก Optimism OP Stack เพื่อพัฒนาโครงสร้างภายในของบริษัทเองและเพิ่มความยืดหยุ่นด้านเทคนิค การเชื่อมต่อกับฐานผู้ใช้งานของ Coinbase ที่มีมากกว่า 110 ล้านบัญชี ยังทำให้ Base กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยเลือกย้ายสภาพคล่องออกจาก Ethereum เพื่อเข้าถึงค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่าและความเร็วในการทำธุรกรรมที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน การแข่งขันในตลาด Layer 2 ก็เริ่มชัดเจนมากขึ้น โดย Base ครองสัดส่วน DeFi TVL ของตลาด L2 รวมราว 46.58% และมีปริมาณธุรกรรมมากกว่า 60% ในช่วงเวลาเดียวกัน เครือข่ายขนาดเล็กหลายแห่ง ทั้ง Arbitrum, BNB Chain, Avalanche และ zkSync Era ต่างเผชิญภาวะเงินทุนไหลออก แม้ว่า Vitalik Buterin จะเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาการสเกลของ Ethereum Layer 1 มากขึ้น แต่แรงจูงใจด้านต้นทุนและประสิทธิภาพยังคงผลักดันให้สภาพคล่องไหลเข้าสู่เครือข่าย L2 ที่มีการใช้งานจริงมากกว่า อย่างไรก็ตาม Base ไม่ใช่เครือข่ายเดียวที่ได้รับความสนใจ เพราะ Hyperliquid, Starknet และ OP Mainnet ยังสามารถรักษากระแสเงินไหลเข้าได้ในระดับหนึ่ง สะท้อนว่าตลาดกำลังเริ่มคัดเลือกเครือข่ายที่มีโมเดลธุรกิจและการใช้งานที่ชัดเจน มากกว่าการกระจายสภาพคล่องไปยังโครงการที่ยังขาดความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่องหรือความปลอดภัย

Fear & Greed Index

[https://www.coinglass.com/pro/i/FearGreedIndex]

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)

ช่วงวันที่ 11–17 พฤษภาคม 2026 ดัชนี Crypto Fear & Greed ปรับตัวลดลงจากระดับใกล้ 50 ในช่วงต้นสัปดาห์ ลงสู่โซนวิตกกังวลที่ราว 26–27 ในวันที่ 17 พฤษภาคม สอดคล้องกับราคาบิตคอยน์ที่อ่อนตัวจากบริเวณประมาณ 82,000 ดอลลาร์ ลงมาเคลื่อนไหวแถว 76,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกิดความตึงเครียดอีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งเข้าใกล้ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงขายในช่วงกลางสัปดาห์ แม้ตลาดจะมีจังหวะฟื้นตัวเล็กน้อยในวันที่ 15 พฤษภาคม แต่แรงซื้อยังไม่แข็งแรงพอที่จะประคองโมเมนตัมได้จนถึงช่วงปลายสัปดาห์

ท่ามกลางบรรยากาศความกังวลดังกล่าว กระแสเงินทุนในตลาดสะท้อนภาพที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกองทุน Bitcoin Spot ETF มีเงินไหลออกมากกว่า 145 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุน Ethereum Spot ETF ยังมีเงินไหลเข้าเล็กน้อยราว 3.5 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การประชุมของคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม เพื่อพิจารณากฎหมาย CLARITY Act ยังเพิ่มความระมัดระวังต่อทิศทางการกำกับดูแล stablecoin มากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสถาบันบางส่วนยังคงเดินหน้าสะสมบิตคอยน์ต่อเนื่อง เช่น Strategy ที่ซื้อเพิ่มอีก 535 BTC และ Morgan Stanley Bitcoin Trust ที่ยังไม่พบกระแสเงินไหลออกในเดือนแรก สะท้อนว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงที่นักลงทุนรายย่อยมีความกังวล ขณะที่ฝั่งสถาบันยังมองการอ่อนตัวของราคาเป็นจังหวะในการทยอยสะสมสินทรัพย์ดิจิทัล

Bitcoin ETF Flow

[https://farside.co.uk/btc]

Bitcoin ETF ยังคงเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในวันที่ 13 พฤษภาคม ที่มีเงินทุนไหลออกรวมมากกว่า 630 ล้านดอลลาร์ นำโดยกองทุนขนาดใหญ่อย่าง IBIT ที่มีเงินไหลออกประมาณ 284 ล้านดอลลาร์ FBTC ราว 133 ล้านดอลลาร์ และ ARKB อีกประมาณ 177 ล้านดอลลาร์ การไหลออกครั้งใหญ่ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลงจากบริเวณ 82,000 ดอลลาร์ ลงสู่โซน 76,000 ดอลลาร์ จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอน รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น แม้ว่าวันที่ 11 พฤษภาคม จะมีเงินทุนไหลเข้าเล็กน้อยราว 27 ล้านดอลลาร์ จากแรงหนุนของกองทุน MSBT แต่แรงขายก็กลับเข้ากดดันตลาดอย่างรวดเร็วในช่วงถัดมา

อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะอ่อนตัวตลอดทั้งสัปดาห์ โดยวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงการประชุมคณะกรรมาธิการธนาคารวุฒิสภาเกี่ยวกับกฎหมาย CLARITY Act พบว่ามีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ระบบราว 131 ล้านดอลลาร์ นำโดย IBIT ที่กลับมามีเงินไหลเข้าประมาณ 144 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าวันที่ 15 พฤษภาคม จะกลับมามีเงินไหลออกอีกประมาณ 290 ล้านดอลลาร์ แต่การฟื้นตัวในวันที่ 14 พฤษภาคม สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันบางส่วนยังมองการปรับฐานของราคาเป็นจังหวะสะสมสินทรัพย์ ท่ามกลางบรรยากาศตลาดที่ดัชนี Fear & Greed อยู่ในโซนเป็นกลางถึงค่อนข้างกังวล การเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงสะท้อนว่า แม้ปัจจัยภายนอกจะกดดันให้เกิดแรงขายระยะสั้น แต่โครงสร้างการลงทุนผ่าน ETF ยังคงมีแรงดึงดูดต่อเงินทุนเมื่อราคาปรับตัวลงในระดับที่มีนัยสำคัญ

Ethereum ETF Flow

[https://farside.co.uk/eth/]

ช่วงวันที่ 11 ถึง 15 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นช่วงวันทำการของตลาดกองทุน Ethereum ETF แสดงให้เห็นถึงการไหลออกของเงินทุนอย่างต่อเนื่องและค่อนข้างรุนแรงตลอดทั้งสัปดาห์ โดยวันที่ 12 พฤษภาคมถือเป็นจุดที่เด่นชัดที่สุด เมื่อกองทุน ETHA ของ BlackRock มีเงินไหลออกประมาณ 102 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ ETHE ของ Grayscale มีเงินไหลออกเพิ่มเติมราว 37 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดไหลออกสุทธิของตลาดในวันเดียวสูงกว่า 130 ล้านดอลลาร์ ตลอดทั้งสัปดาห์ ETHA มีเงินไหลออกต่อเนื่องทุกวัน สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันอยู่ในช่วงลดการถือครอง Ethereum อย่างเป็นระบบ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

ในขณะเดียวกัน แม้วันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งกองทุน Bitcoin ETF มีเงินไหลกลับเข้าราว 131 ล้านดอลลาร์ แต่ฝั่ง Ethereum ETF ยังคงมีเงินไหลออกต่อเนื่องประมาณ 5.6 ล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันฝั่งขายที่ยังมีน้ำหนักมากกว่า Bitcoin อย่างไรก็ตาม กองทุน ETHB ของ Fidelity เป็นข้อยกเว้น โดยสามารถมีเงินไหลเข้าได้ราว 11.7 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่ตลาดเผชิญแรงไหลออกมากที่สุด การกระจายตัวของกระแสเงินดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ภาพรวมตลาดจะอยู่ในภาวะลดความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่นักลงทุนบางส่วนยังคงเลือกสะสม Ethereum ผ่านกองทุนที่มีโครงสร้างต้นทุนต่ำกว่า ขณะที่กองทุนรุ่นแรกอย่าง ETHE ซึ่งมีค่าธรรมเนียมสูงกว่ากลายเป็นฝั่งที่ถูกลดน้ำหนักการลงทุนมากที่สุด

ข่าวสารสำคัญ:  

JPMorgan ชี้ Bitcoin ยังนำตลาด ขณะที่ Ether และ Altcoins ต้องเร่งพิสูจน์การใช้งานจริง  

Strategy เตรียมซื้อคืนหุ้นกู้ 1.5 พันล้านดอลลาร์ อาจใช้เงินสดหรือขาย Bitcoin หนุนแผนลดหนี้  

CME และ ICE จี้สหรัฐฯ ตรวจสอบ Hyperliquid หวั่นความเสี่ยงปั่นราคาในตลาดอนุพันธ์คริปโต

ที่มา:

https://intellectia.ai/news/crypto/base-networks-growth-and-token-exploration

https://defillama.com/chain/base

https://www.banking.senate.gov/newsroom/majority/chairman-scott-senate-banking-committee-advance-clarity-act-in-historic-bipartisan-vote


หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้  

Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information

คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้  

 

ขอบคุณที่ติดตามครับ

J.P Daniel

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Maxbit ได้ที่

appstoregoogleplay

ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต

ลงทะเบียน
starstar