
ประจำสัปดาห์ 01 - 07 มิถุนายน 2026
_progressive.jpg)

Strategy บริษัทของ Michael Saylor ได้ขาย Bitcoin จำนวน 32 BTC ในช่วงวันที่ 26–31 พฤษภาคม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาเฉลี่ยราว 77,135 ดอลลาร์ต่อ BTC เพื่อนำเงินไปใช้สำหรับการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ถาวร STRC หรือ “Stretch” นับเป็นการขาย Bitcoin สุทธิที่บริษัทเปิดเผยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากที่ผ่านมา Strategy เป็นที่รู้จักในฐานะบริษัทที่ยึดแนวทางสะสมและถือครอง Bitcoin ในระยะยาวมาโดยตลอด
แม้ว่าการขาย Bitcoin ครั้งนี้จะได้รับความสนใจจากตลาดและชุมชนคริปโตเป็นอย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาในเชิงสัดส่วนแล้วถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจาก ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม บริษัทมี Bitcoin ในครอบครองรวมกว่า 843,700 BTC โดยการขาย 32 BTC คิดเป็นเพียงประมาณ 0.0038% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกัน หุ้นของ Strategy ปรับตัวลดลงราว 6% หลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ขณะที่ราคา Bitcoin อ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 71,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยตลาดและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

ร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act ถูกบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 นับเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการสำคัญของการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการแบ่งอำนาจหน้าที่ระหว่าง SEC และ CFTC ซึ่งเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมคริปโตถกเถียงกันมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ยังคงเป็นจุดถกเถียงคือเรื่องผลตอบแทนของ Stablecoin โดยภาคธนาคารกังวลว่าผู้บริโภคอาจย้ายเงินออกจากบัญชีเงินฝากไปถือ Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ขณะที่ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตมองว่าเป็นความพยายามรักษาความได้เปรียบของระบบการเงินแบบดั้งเดิม ด้าน Faryar Shirzad ผู้บริหารฝ่ายนโยบายของ Coinbase ระบุว่า CLARITY Act อาจกลายเป็นหนึ่งในความสำเร็จด้านนโยบายแบบสองพรรคที่สำคัญที่สุดของปี 2026 และอาจเป็นกฎหมายกำกับดูแลภาคการเงินที่มีผลกระทบมากที่สุดของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ Dodd-Frank Act ในปี 2010

Top Net Flows (7D) จาก Artemis สะท้อนให้เห็นว่า Arbitrum เป็นเชนที่มีเงินทุนสุทธิไหลเข้า (Net Inflows) สูงที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ Hyperliquid มีเงินทุนสุทธิไหลออก (Net Outflows) มากที่สุดในกลุ่มเชนชั้นนำ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตระหว่างวันที่ 1–7 มิถุนายน 2569 เผชิญแรงกดดันจากการปรับฐานของตลาด โดย Bitcoin ปรับตัวลงไปใกล้ระดับ 61,500 ดอลลาร์ และมูลค่าตลาดรวมลดลงจากปัจจัยมหภาคหลายด้าน นอกจากนี้ วันที่ 6 มิถุนายนยังเป็นวันปลดล็อกโทเค็น HYPE สำหรับกลุ่ม Core Contributors ของ Hyperliquid ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านอุปทานและกระตุ้นให้เกิดการโยกย้ายเงินทุนออกจากระบบนิเวศ ส่งผลให้เกิด Outflows ในระดับสูง ขณะที่ Ethereum ยังคงมีเงินทุนไหลออกบางส่วนจากการย้ายกิจกรรมไปยังเครือข่าย Layer 2 ตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน Arbitrum ยังคงสามารถดึงดูดเงินทุนได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะอยู่ในภาวะตลาดที่ผันผวน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศที่มีทั้ง DeFi, Gaming และแอปพลิเคชันที่มีการใช้งานจริง รวมถึงโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่สามารถแข่งขันได้ ขณะที่ Base ยังคงมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิในระดับบวกเล็กน้อย ส่วนเชนอื่น ๆ มีการเคลื่อนไหวของเงินทุนค่อนข้างจำกัด ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าในช่วงที่ตลาดอยู่ภายใต้แรงกดดัน เงินทุนยังคงเลือกไหลเข้าสู่เครือข่ายที่มีการใช้งานจริงและมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ แม้ Hyperliquid จะเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากการปลดล็อกโทเค็น แต่ปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องภายในระบบนิเวศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ดัชนีความกลัวและความโลภอยู่ที่ระดับ 10 ซึ่งอยู่ในโซน Extreme Fear สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอลงอย่างมาก โดยกราฟแสดงให้เห็นว่าดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับประมาณ 28–30 ในช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน ลงมาอยู่ที่ราว 11–13 ภายในวันที่ 3 มิถุนายน ก่อนเคลื่อนไหวในกรอบต่ำเพียง 9–11 ตลอดช่วงต้นเดือนมิถุนายน สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการปรับฐานของตลาดคริปโตในช่วงวันที่ 1–7 มิถุนายน 2569 ที่ราคา Bitcoin อ่อนตัวลงใกล้ระดับ 61,500 ดอลลาร์ และมูลค่าตลาดรวมปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังการปลดล็อกโทเค็น HYPE ของ Hyperliquid เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ sentiment ของตลาดโดยรวม
การที่ดัชนีปรับตัวลงสู่ระดับ 10 ถือเป็นภาวะ Extreme Fear ที่เกิดขึ้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต โดยโซนดังกล่าวมักเกิดขึ้นในช่วงที่นักลงทุนมีความกังวลสูงจากปัจจัยภายนอกและแรงกดดันด้านราคา ขณะที่การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ในช่วงเดียวกันก็สะท้อนทิศทางที่สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นที่อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน ภาพรวมจึงแสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะระมัดระวังสูง และความผันผวนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการลงทุนในระยะสั้น

ช่วงวันที่ 1–5 มิถุนายน 2569 กระแสเงินทุนในกองทุน Bitcoin ETF เผชิญแรงไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกองทุน BlackRock IBIT ที่มีเงินไหลออก 440.3 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 มิถุนายน, 388.6 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 2 มิถุนายน และ 342.3 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้ยอดไหลออกสุทธิรวมของตลาดในแต่ละวันอยู่ที่ 483.8 ล้านดอลลาร์, 519.1 ล้านดอลลาร์ และ 396.6 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ขณะที่วันที่ 5 มิถุนายน ยังคงมีเงินไหลออกต่อเนื่องอีก 325.7 ล้านดอลลาร์ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการปรับฐานของตลาดคริปโต โดย Bitcoin อ่อนตัวลงใกล้ระดับ 61,500 ดอลลาร์ และดัชนี Fear & Greed ลดลงสู่ระดับ 10 ในโซน Extreme Fear สะท้อนภาวะความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
แม้จะมีวันที่ 4 มิถุนายน ที่ตัวเลขรวมอยู่ที่ 3.2 ล้านดอลลาร์ แต่ภาพรวมตลอดช่วงต้นเดือนยังคงเป็นการไหลออกสุทธิที่ชัดเจน สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุน ETF ท่ามกลางความผันผวนของราคาและปัจจัยมหภาค การไหลออกครั้งนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการปรับพอร์ตและการเทขายทำกำไรหลังจากราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดย IBIT ซึ่งเป็น ETF ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยังคงเป็นผู้นำในการไหลออก ขณะที่กองทุนอื่น ๆ อย่าง Fidelity FBTC ก็มีตัวเลขการไหลออกต่อเนื่องในระดับหลักสิบล้านดอลลาร์ทุกวัน ภาพรวมนี้ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมตลาดโดยรวมยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้บางพื้นที่อย่าง L2 คุณภาพสูงจะยังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนที่เลือกเฟ้นสินทรัพย์

ช่วงวันที่ 1 ถึง 3 มิถุนายน 2569 มีการไหลออกของเงินทุนจากกองทุน ETF Ethereum อย่างต่อเนื่อง โดยกองทุน ETHA ของ BlackRock มีเงินไหลออกจำนวน 35.0 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 มิถุนายน 44.3 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 2 มิถุนายน และ 51.6 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้ยอดไหลออกสุทธิรายวันอยู่ที่ 44.5 ล้านดอลลาร์ 90.2 ล้านดอลลาร์ และ 53.0 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับตลาดคริปโตที่อยู่ในช่วงปรับฐานแรงระหว่างวันที่ 1 ถึง 7 มิถุนายน 2569 โดยราคา Bitcoin ปรับตัวลงใกล้ระดับ 61,500 ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีความกลัวและความโลภอยู่ที่ระดับ 10 ในโซน Extreme Fear และเหตุการณ์การปลดล็อกโทเคน HYPE ของ Hyperliquid ในวันที่ 6 มิถุนายน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ sentiment โดยรวม และกระตุ้นให้เกิดแรงขายจากนักลงทุนสถาบันผ่านช่องทาง ETF
แม้ในวันที่ 4 มิถุนายน จะมีตัวเลขไหลออกสุทธิอยู่ที่ 19.3 ล้านดอลลาร์ แต่ภาพรวมของช่วงต้นเดือนยังคงสะท้อนการไหลออกสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก ETHA ซึ่งเป็นกองทุน Ethereum ETF ขนาดใหญ่ที่สุด ขณะที่กองทุน Fidelity FETH ก็มีแรงไหลออกในระดับหลักสิบล้านดอลลาร์เช่นกัน การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนในภาวะตลาดที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของตลาดยังคงเห็นการเลือกกระจายการลงทุน โดยบางระบบนิเวศ เช่น กลุ่ม Layer 2 ที่มีกิจกรรมเครือข่ายแข็งแกร่ง ยังคงสามารถดึงดูดเงินทุนได้ แม้อยู่ในช่วงที่กระแสเงินทุนของ ETF โดยรวมอยู่ในฝั่งไหลออก
ข่าวสารสำคัญ:
Bitcoin ETF พลิกมีเงินไหลเข้า $3.05 ล้าน ปิดฉากแรงขาย 13 วัน มูลค่ารวม $4.4 พันล้าน
Bitcoin พุ่งแตะ $63,700 กวาด Short Liquidation $504 ล้าน สูงสุดตั้งแต่ปลายเมษายน
NYDIG ชี้ Bitcoin ร่วงไม่ใช่แค่เหตุเดียว หลังเจอแรงกดดันจาก AI, IPO, Quantum และ Strategy ขาย BTC
ที่มา:
https://www.dextools.io/news/hyperliquid-hype-token-unlock-565-million-june-2026
https://mudrex.com/learn/crypto-under-pressure-mudrex/
https://arkm.com/explorer/token/arbitrum
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


