
ประจำสัปดาห์ 19 - 25 มกราคม 2026
%20(1).png)

รายงาน Global Crypto Regulation Report 2026 ของ PwC ระบุว่า แนวโน้มการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้โดยสถาบันการเงินขนาดใหญ่ได้ก้าวผ่าน “จุดที่ถอยกลับไม่ได้” (point of reversibility) ไปแล้ว ซึ่งหมายความว่าการมีส่วนร่วมของธนาคาร ผู้จัดการกองทุน ผู้ให้บริการชำระเงิน และบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงขั้นทดลองหรือการแสวงหาผลกำไรจากการซื้อขายอีกต่อไป แต่ได้ถูกผนวกเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงิน ระบบเคลียร์และตั้งบัญชี กระบวนการบริหารเงินสด ไปจนถึงการใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน เมื่อระบบเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกรรมในชีวิตประจำวัน การถอนตัวกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนการนำคริปโตมาใช้งานจึงทำได้ยากมาก และแทบไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน รายงานยังชี้ให้เห็นว่าการยอมรับคริปโตไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมทั่วโลก แต่ถูกเร่งและขับเคลื่อนโดยกรอบกฎหมายและระดับการยอมรับในบางภูมิภาคเป็นหลัก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา การอนุมัติผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่าง Bitcoin และ Ethereum Spot ETF ได้เปิดช่องทางที่ชัดเจนและปลอดภัยให้กับเงินทุนสถาบัน ในขณะที่ Stablecoin เริ่มเข้ามามีบทบาทในระบบการเงินจริงมากขึ้น ทั้งในด้านการโอนเงินข้ามประเทศและการชำระเงินภายในองค์กร ส่งผลให้เทคโนโลยีคริปโตค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือเพื่อการเก็งกำไร ไปสู่การเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจและการเงินกระแสหลัก

ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการวางกรอบกฎเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้มีการซื้อขายกองทุน ETF ที่อ้างอิงคริปโต และตราสารอนุพันธ์ฟิวเจอร์สคริปโต ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) โดยคาดว่าระเบียบใหม่จะถูกประกาศใช้ในช่วงต้นปี 2026 เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบันสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านโครงสร้างที่มีความปลอดภัยมากกว่าการถือครองเหรียญโดยตรง ประเด็นสำคัญคือการยอมรับสินทรัพย์คริปโตภายใต้กฎหมายอนุพันธ์ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ ETF และฟิวเจอร์สบนตลาด Thailand Futures Exchange (TFEX) ทำให้กิจกรรมอย่างการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และการเก็งกำไรในสัญญาล่วงหน้าดำเนินไปภายใต้ระบบกำกับดูแลของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
แนวนโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในภาพใหญ่เพื่อเสริมความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือของตลาดการเงินไทย โดย SEC จะกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการจัดตั้งและการบริหารกองทุน ETF รวมถึงระบบผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาด (Market Makers) เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องในตลาด ขณะเดียวกัน การถือครองคริปโตผ่าน ETF และตราสารอนุพันธ์ยังถูกมองว่าเป็นช่องทางที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเทคนิคและภาระการจัดการสินทรัพย์โดยตรงของนักลงทุน แนวทางนี้จึงมีส่วนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดไทยในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่ไปกับการรักษาหลักการคุ้มครองนักลงทุนและการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ในช่วงวันที่ 19–25 มกราคม 2026 กระแสเงินทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลสะท้อนภาพการหมุนกลับเข้าสู่เครือข่ายหลักอย่างชัดเจน โดย Ethereum มียอดเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดราว 170 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 7 วัน สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมในกลุ่ม DeFi และ Layer 2 รวมถึงระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงมีต่อระบบนิเวศหลัก ขณะที่เครือข่ายรองอย่าง Ink มีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นราว 45 ล้านดอลลาร์, OP Mainnet ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ และ Solana ราว 10 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าตลาดยังคงให้น้ำหนักกับแพลตฟอร์มที่มีการใช้งานจริงและมีการพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มากกว่าการเคลื่อนไหวเชิงเก็งกำไรระยะสั้น
ในทางตรงกันข้าม บางเครือข่ายเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะ Hyperliquid ซึ่งมียอดเงินไหลออกสูงสุดราว 120 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Polygon PoS ที่ไหลออกประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ และ Base ราว 20 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการโยกย้ายเงินทุนจากแพลตฟอร์มที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า กลับเข้าสู่เครือข่ายที่มีสภาพคล่องสูงและมีความเสถียรมากกว่า ภาพรวมของสัปดาห์นี้จึงเป็นการปรับสมดุลเงินทุนภายในตลาด มากกว่าการไหลออกจากตลาดคริปโตโดยรวม และยังสะท้อนว่าเม็ดเงินยังคงหมุนเวียนอยู่ในระบบเพื่อรอโอกาสการเติบโตในรอบถัดไป

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ในช่วงวันที่ 19–25 มกราคม 2026 ภาพรวมตลาดคริปโตเคอร์เรนซีอยู่ในโหมดระมัดระวังอย่างชัดเจน โดยค่า Crypto Fear & Greed Index ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 30 จุด เข้าสู่โซน Fear หลังจากก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวใกล้ระดับ Neutral แรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการอ่อนตัวลงของราคา Bitcoin จากบริเวณประมาณ 93,000–94,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์ ลงมาทำจุดต่ำใกล้ระดับ 88,000 ดอลลาร์ในช่วงวันที่ 21–22 มกราคม ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการเปิดสถานะใหม่ และเลือกถือเงินสดหรือรอประเมินทิศทางตลาดมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายสัปดาห์เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน โดยราคา Bitcoin ขยับกลับขึ้นมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 89,000–90,000 ดอลลาร์ ซึ่งช่วยให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับขึ้นเล็กน้อย แม้ยังคงอยู่ในโซน Fear ภาพรวมจึงสะท้อนว่าตลาดอยู่ในช่วงของการปรับฐานมากกว่าการเทขายอย่างรุนแรง ขณะที่เงินทุนยังคงหมุนเวียนอยู่ภายในตลาด เพื่อรอปัจจัยบวกใหม่ที่จะเข้ามากำหนดทิศทางในระยะถัดไป

สัปดาห์วันที่ 19–25 มกราคม 2026 กระแสเงินทุนในตลาด Bitcoin Spot ETF ยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวนและเอนเอียงไปทางฝั่งเงินไหลออก โดยวันที่ 20 มกราคม มียอดไหลออกสุทธิราว 479.7 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่แรงขายจะทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 21 มกราคม ที่ระดับประมาณ 708.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวันที่มีเงินไหลออกสูงที่สุดของเดือน สะท้อนการตัดสินใจของนักลงทุนสถาบันบางส่วนที่เลือกปรับลดความเสี่ยง หลังราคา Bitcoin อ่อนตัวลงในช่วงต้นสัปดาห์ แม้ในวันที่ 22 มกราคม จะเริ่มเห็นแรงไหลออกชะลอลงเหลือประมาณ 32.2 ล้านดอลลาร์ และบรรยากาศการขายเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินยังไม่กลับมาเป็นบวกอย่างชัดเจน โดยวันที่ 23 มกราคม ยังคงมีเงินไหลออกสุทธิราว 103.5 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงรอความชัดเจนของทิศทางราคา แม้แรงขายจะลดความรุนแรงลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ภาพรวมจึงสะท้อนว่าตลาดอยู่ในช่วงพักฐานหลังการปรับตัวขึ้นในรอบก่อน โดยเม็ดเงินยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดคริปโตโดยรวม แต่เป็นการปรับพอร์ตและลดความเสี่ยงในระยะสั้นเป็นหลัก

ช่วงวันที่ 19–25 มกราคม 2026 กระแสเงินใน Ethereum Spot ETF ยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะผันผวน โดยในช่วงต้นสัปดาห์ปรากฏแรงไหลออกต่อเนื่อง สะท้อนการลดความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันอย่างชัดเจน วันที่ 20 มกราคม มียอดเงินไหลออกสุทธิราว 230 ล้านดอลลาร์ และยังต่อเนื่องในวันที่ 21 มกราคม ที่ประมาณ 287 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่แรงขายจะเริ่มชะลอลงในวันที่ 22 มกราคม เหลือเงินไหลออกใกล้ระดับ 42 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงใช้ความระมัดระวังต่อทิศทางราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายสัปดาห์เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวมากขึ้น โดยวันที่ 23 มกราคม กระแสเงินไหลออกลดลงเหลือราว 41.7 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่ตลาดจะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา และในวันที่ 26 มกราคม ปรากฏเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 117 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนการกลับมาของความเชื่อมั่นบางส่วนในตลาด Ethereum ภาพรวมของช่วงเวลาดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นถึงการปรับฐานและการหมุนเวียนเงินทุนในระยะสั้น มากกว่าการไหลออกจากตลาดในเชิงโครงสร้างระยะยาว
ข่าวสารสำคัญ:
Hashed เปิดตัว Layer-1 ใหม่พร้อมเตรียมรองรับ Stablecoin ของเกาหลีใต้
ทรัมป์ฟ้อง JPMorgan เหตุยกเลิกบัญชีลูกค้า ปลุกกระแส ‘debanking’ กลับสู่จุดสนใจ
CEO Circle มองการเติบโตของ Stablecoin 40% คือพื้นฐานการใช้งานที่ทุกคนมีส่วนร่วม
ที่มา:
https://forklog.com/en/bitcoin-falls-below-88000-amid-stock-market-decline/
https://defillama.com/protocol/hyperliquid
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


