
ประจำสัปดาห์ 16 - 22 มีนาคม 2026
_progressive.jpg)

หน่วยงานกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์ของสหรัฐอย่าง CFTC ได้ออก FAQ ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดแนวทางให้บริษัทคริปโตสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้เป็น “หลักประกัน” ในการซื้อขายอนุพันธ์ได้ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด โดยเปิดทางให้ Bitcoin, Ethereum และ stablecoin สามารถใช้เป็น margin collateral ในบางกรณี พร้อมกำหนดอัตรา capital charge ประมาณ 20% สำหรับ BTC และ ETH และราว 2% สำหรับ stablecoin เพื่อสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันของแต่ละสินทรัพย์
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ไม่อนุญาตให้ใช้คริปโตเป็นหลักประกันในธุรกรรมบางประเภทอย่าง uncleared swaps และยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการรายงาน การประเมินมูลค่า และการควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ภาพรวมจึงสะท้อนท่าทีของหน่วยงานกำกับที่เริ่ม “เปิดรับอย่างมีเงื่อนไข” โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงตลาดคริปโตเข้าสู่โครงสร้างการเงินดั้งเดิมอย่างเป็นระบบ

JPMorgan เผยบทวิเคราะห์ล่าสุดระบุว่าแพลตฟอร์ม DeFi อย่าง Hyperliquid กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงตลาดน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสัญญา perpetual futures ที่อิงราคาน้ำมันดิบ WTI ซึ่งแตกต่างจากตลาดดั้งเดิมอย่าง CME ที่มีเวลาปิดทำการ โดยในช่วงกลางเดือนมีนาคม ปริมาณการซื้อขายน้ำมันบน Hyperliquid พุ่งขึ้นแตะระดับประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน พร้อม open interest ราว 300 ล้านดอลลาร์
แรงหนุนหลักมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเกิดขึ้นนอกเวลาทำการของตลาดหลัก ส่งผลให้นักลงทุนหันมาใช้แพลตฟอร์มที่เปิดให้บริการตลอดเวลาอย่าง Hyperliquid เพื่อเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยงแบบเรียลไทม์ แนวโน้มนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดการเงิน ที่สินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างน้ำมัน หุ้น หรือดัชนี ถูกนำมาเทรดบนระบบบล็อกเชนมากขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุค “ตลาดไม่เคยปิด” ที่ DeFi เริ่มเข้ามามีบทบาทแข่งขันกับตลาดการเงินแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน

ข้อมูล on-chain จาก Artemis สะท้อนอย่างชัดเจนว่าเงินทุนกำลังไหลเข้าสู่ฝั่งใหม่ของตลาด โดย Hyperliquid มีเงินไหลเข้าสูงสุดมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Polygon และ Ethereum ในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ ขณะที่ฝั่งเดิมอย่าง Arbitrum มีเงินไหลออกมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ และ Base ยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับพัฒนาการของตลาดที่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับ Perp DEX และโครงสร้างใหม่ที่รองรับการซื้อขายสินทรัพย์ในรูปแบบ real-world และ leveraged products มากขึ้น โดยเฉพาะกระแสของ Hyperliquid ที่เติบโตจากการเป็นแพลตฟอร์มอนุพันธ์แบบ decentralized ซึ่งมีสภาพคล่องสูงและประสบการณ์ใช้งานใกล้เคียงกับ CEX
การเคลื่อนไหวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการย้ายเงินทุน แต่สะท้อนถึงการ “เปลี่ยน narrative” ของตลาด จากเดิมที่ Layer 2 เคยเป็นจุดสนใจหลัก กลายเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงจนเม็ดเงินเริ่มไหลออก ขณะที่ฝั่ง application layer และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเทรดกลับได้รับความสนใจมากขึ้น ภาพรวมจึงชี้ให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงคัดเลือกเชิงคุณภาพ โดยสินทรัพย์หรือแพลตฟอร์มที่มี use case ชัดเจนและมีปริมาณการใช้งานจริงยังคงได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง ในขณะที่โครงการที่ขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่เริ่มถูกลดน้ำหนักลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ในช่วงวันที่ 16 – 22 มีนาคม 2026 ค่า Crypto Fear & Greed Index ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 9 ซึ่งถือว่าอยู่ในโซนความกลัวอย่างรุนแรง สะท้อนบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบาง ขณะเดียวกัน กระแสเงินใน Bitcoin ETF แสดงพฤติกรรม “เข้าแล้วก็ถอย” อย่างชัดเจน หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้ามีเงินไหลเข้ารวมราว 767 ล้านดอลลาร์ต่อเนื่องหลายวัน แต่เมื่อเข้าสัปดาห์นี้เริ่มเห็นการชะลอตัวและกลับทิศในบางช่วง โดยข้อมูลชี้ว่าในวันที่ 18 มีนาคม มีเงินไหลออกประมาณ 163.5 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 19 มีนาคม ยังคงไหลออกต่อเนื่องราว 90.2 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับภาพตลาดที่ Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มลดความเสี่ยงในระยะสั้น แม้ภาพรวมยังไม่เข้าสู่ภาวะขาลงเต็มตัว
ในมุมของพฤติกรรมเงินทุน การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาวะตื่นตระหนก แต่เป็นลักษณะของ “rotation” มากกว่า โดยในช่วงต้นสัปดาห์ยังคงมีเงินไหลเข้า เช่น วันที่ 16 และ 17 มีนาคม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 199.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ก่อนจะถูกขายทำกำไรในช่วงปลายสัปดาห์ การสลับเข้าออกลักษณะนี้สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดโลกที่มีเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในกองทุนหุ้น สะท้อนว่านักลงทุนกำลังลดสัดส่วนความเสี่ยงในพอร์ตโดยรวม ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดคริปโตเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ Bitcoin ยังคงสามารถทรงตัวได้ แต่ยังขาดแรงผลักดันให้ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดจึงอยู่ในลักษณะของการถือครองเพื่อรอจังหวะมากกว่าการเร่งสะสมอย่างชัดเจน

กระแสเงินใน Bitcoin ETF สะท้อนพฤติกรรม “เข้าแล้วก็ถอย” อย่างชัดเจน หลังจากสัปดาห์ก่อนหน้ามีเงินไหลเข้ารวมราว 767 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องหลายวัน แต่พอเข้าสัปดาห์นี้เริ่มเห็นการชะลอตัวและกลับทิศบางช่วง โดยข้อมูลในภาพชี้ว่า วันที่ 18 มีนาคมมีเงินไหลออกประมาณ 163.5 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 19 มีนาคมยังคงไหลออกต่อเนื่องราว 90.2 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับภาพตลาดจริงที่ Bitcoin เคลื่อนไหวแถว 70,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดตะวันออกกลางและแนวโน้มดอกเบี้ยที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มลดความเสี่ยงระยะสั้น แม้ภาพใหญ่ยังไม่ได้เป็นขาลงเต็มตัว
ในมุมพฤติกรรมเงินทุน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ panic แต่คือ “rotation” มากกว่า โดยมีช่วงต้นสัปดาห์ที่ยังมีเงินไหลเข้า เช่น วันที่ 16 และ 17 มีนาคม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 199.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ก่อนจะถูกขายทำกำไรในช่วงปลายสัปดาห์ การสลับเข้าออกลักษณะนี้สอดคล้องกับภาพตลาดโลกที่มีเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในกองทุนหุ้น บ่งชี้ว่านักลงทุนกำลังลด exposure โดยรวม ไม่ใช่แค่คริปโตเพียงอย่างเดียว สรุปง่าย ๆ คือ Bitcoin ยังยืนอยู่ได้ แต่ยังไม่มีใครกล้าดันขึ้นจริงจัง ตลาดเลยกลายเป็นเกมของ “ถือแล้วรอจังหวะ” มากกว่าจะเป็นช่วงเร่งสะสมแบบมั่นใจเต็มร้อย

ช่วงวันที่ 16 – 22 มีนาคม 2026 ตลาดคริปโตเข้าสู่ภาวะ “ฟื้นตัวแต่ยังไม่มั่นคง” โดยราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบใกล้ 70,000 – 74,000 ดอลลาร์ และมีจังหวะขึ้นไปทดสอบบริเวณ 74,000 ดอลลาร์ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรระหว่างสัปดาห์ ภาพรวมของตลาดได้รับแรงหนุนจากการมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในช่วงความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้นเกือบ 4% ขณะที่ Ethereum ปรับขึ้นแรงกว่า 9% ในบางช่วง อย่างไรก็ตาม sentiment ของตลาดยังไม่แข็งแรงเต็มที่ เนื่องจากแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคและความไม่แน่นอนด้านอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ ทำให้การเคลื่อนไหวของราคามีลักษณะ sideway มากกว่าการ breakout อย่างชัดเจน
ในฝั่ง Ethereum ETF กระแสเงินทุนสะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่ยังคงลังเล โดยมีทั้งช่วงที่เงินไหลเข้า เช่น วันที่ 11 และ 12 มีนาคม ที่มีมูลค่าประมาณ 57 ล้านดอลลาร์ และ 115.9 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ แต่ในช่วงถัดมาเริ่มเห็นแรงขายกลับมาอย่างชัดเจน โดยข้อมูลในช่วงเวลาใกล้เคียงกันชี้ให้เห็นว่า ETF มีเงินไหลออกในระดับกว่า 131 ล้านดอลลาร์ในบางวัน สะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ภาพรวมจึงชี้ว่าตลาด Ethereum ยังคงอยู่ในช่วงฟื้นตัวที่เปราะบาง โดยมีแรงซื้อและแรงขายสลับกันอย่างรวดเร็ว และยังต้องรอปัจจัยใหม่เพื่อยืนยันแนวโน้มในระยะถัดไป
ข่าวสารสำคัญ:
วาฬยุคบุกเบิกขยับ 2,100 BTC มูลค่ากว่า 148 ล้านดอลลาร์ หลังนิ่งเงียบ 13 ปี
VanEck ชี้แรงถือยาวเริ่มชะลอ สัญญาณตลาดเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนมือ
Bluesky ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าสร้างโซเชียลทางเลือกแข่งแพลตฟอร์มยักษ์
ที่มา:
https://www.mexc.com/news/973112
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


