
ประจำสัปดาห์ 16 - 22 กุมภาพันธ์ 2026
_progressive.jpg)

ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่าการค้นหาคำว่า “bitcoin to zero” ในสหรัฐปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ซึ่งเป็นค่าสูงสุดของดัชนีความสนใจในเดือนกุมภาพันธ์ สอดคล้องกับช่วงที่ราคา Bitcoin ปรับตัวลงเข้าใกล้ระดับ 60,000 ดอลลาร์ หลังจากร่วงลงมากกว่า 50% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของคำค้นในเชิงลบลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเข้าใกล้ภาวะ capitulation และในบางกรณีอาจถูกมองเป็นสัญญาณเชิงสวนทาง (contrarian) ต่อการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ครั้งนี้ยังไม่ปรากฏความชัดเจนเทียบเท่ารอบก่อนหน้า
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การตีความยังต้องใช้ความระมัดระวังคือ ข้อมูลในระดับโลกไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกในระดับเดียวกัน โดยความสนใจของคำค้นเดียวกันทั่วโลกลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมมาอยู่ที่ระดับประมาณ 38 ในปัจจุบัน ความแตกต่างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าความกังวลอาจกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐมากกว่าการแพร่กระจายทั่วโลก อีกทั้ง Google Trends เป็นดัชนีแบบสัมพัทธ์ ไม่ได้สะท้อนจำนวนการค้นหาจริงโดยตรง ทำให้แม้บรรยากาศความกลัวจะอยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วอย่างชัดเจน

Bitcoin เผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงต้นปี 2026 โดยข้อมูลจาก Checkonchain ระบุว่าราคาปรับตัวลดลงประมาณ 23% ภายในช่วง 50 วันแรกของปี นับเป็นการเปิดปีที่อ่อนแอที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น การปรับฐานดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความต่อเนื่องของโมเมนตัมขาขึ้นในช่วงก่อนหน้า โดยแรงขายเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคมและยืดเยื้อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางภาวะสภาพคล่องที่ตึงตัวและความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบัน
นักวิเคราะห์ประเมินว่าภาพรวมนี้สะท้อนลักษณะของการเปลี่ยนผ่านในวัฏจักรตลาด มากกว่าการอ่อนแอในเชิงโครงสร้าง แม้ผลตอบแทนในช่วงต้นปีจะอยู่ในระดับที่กดดัน แต่ Bitcoin เคยเผชิญภาวะ drawdown ในลักษณะใกล้เคียงกันมาแล้วในรอบก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปีส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเข้าสู่โหมดระมัดระวัง และทิศทางในระยะถัดไปยังขึ้นอยู่กับกระแสเงินทุนจากสถาบัน ภาวะสภาพคล่องทั่วโลก และระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงต่อจากนี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญภาวะขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความผันผวนที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูล Net Flows จาก Artemis สะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่แตกต่างกันในแต่ละเครือข่าย Ethereum (ETH) โดดเด่นด้วยยอดเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด อยู่ในช่วงประมาณ 200–300 ล้านดอลลาร์ตามสเกลกราฟ รองลงมาคือ Polygon PoS, Hyperliquid, WorldChain และ Solana ซึ่งมียอดเงินไหลเข้าสุทธิในระดับบวกแต่มีขนาดเล็กกว่า ขณะที่ Arbitrum มียอดเงินไหลออกสุทธิสูงสุดใกล้ระดับ -300 ล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงกดดันภายหลังการปลดล็อกโทเค็น ARB จำนวนประมาณ 92.65 ล้าน ARB มูลค่าราว 10–11 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.82% ของอุปทานหมุนเวียน เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของอุปทานดังกล่าวได้กระตุ้นแรงขายในตลาดที่อยู่ในภาวะเปราะบางอย่างชัดเจน
ภาวะดังกล่าวสอดคล้องกับภาพรวมตลาดที่ยังคงอยู่ในระดับ Extreme Fear โดยดัชนี Fear & Greed Index อยู่ใกล้ระดับ 6 สะท้อนบรรยากาศความกังวลในวงกว้าง ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงจากระดับเปิดสัปดาห์บริเวณ 69,000–70,000 ดอลลาร์ ลงไปทำจุดต่ำสุดแถว 65,800 ดอลลาร์ ก่อนจะปิดช่วงใกล้ 67,000–68,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum ร่วงต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ โดยบางช่วงเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 1,900–2,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางกระแสเงินไหลออกจาก ETF รวมกว่า 415 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ แบ่งเป็น Bitcoin ETFs ที่ไหลออกราว 300–480 ล้านดอลลาร์ และ Ethereum ETFs ราว 123–126 ล้านดอลลาร์ภายใน 7 วัน แม้ Ethereum จะมีสัญญาณ on-chain flows เป็นบวกจากกิจกรรมผ่าน bridges และการเคลื่อนไหวใน ecosystem แต่แรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค การปลดล็อกโทเคน และการหมุนเวียนพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน ยังคงส่งผลให้ตลาดโดยรวมอยู่ในภาวะ capitulation ต่อเนื่อง ขณะที่ Solana และบางเครือข่ายอื่นยังสามารถดึงดูดเงินทุนไหลเข้าได้เล็กน้อย สะท้อนภาพการหมุนเวียนเงินทุนภายในภาคสินทรัพย์ดิจิทัลท่ามกลางระดับความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ช่วงวันที่ 16–22 กุมภาพันธ์ 2026 ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยราคา Bitcoin (BTC) เปิดสัปดาห์บริเวณ 68,800–69,000 ดอลลาร์สหรัฐในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ก่อนปรับตัวขึ้นแตะจุดสูงสุดของช่วงที่ประมาณ 70,000–70,900 ดอลลาร์ แล้วจึงอ่อนตัวลงต่อเนื่องท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแออย่างชัดเจน ดัชนี Crypto Fear & Greed Index ลดลงสู่ระดับ Extreme Fear ที่ค่า 6 สะท้อนภาวะความตื่นตระหนกและการยอมจำนนของผู้ลงทุนในตลาด ขณะที่ราคา BTC ปิดช่วงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ บริเวณ 67,600–68,000 ดอลลาร์ ลดลงราว 2–3% จากจุดเริ่มต้นของสัปดาห์ และนับเป็นการปรับฐานต่อเนื่องจากระดับเหนือ 70,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งความกังวลเชิงเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและภาษีที่กดดันสินทรัพย์เสี่ยง การปลดล็อกโทเค็นจำนวนมากจากหลายโครงการ เช่น Arbitrum และโครงการอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ ตลอดจนกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF คริปโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดอยู่ในภาวะ Extreme Fear ตลอดทั้งสัปดาห์ แม้จะมีมุมมองเชิงกลับด้านว่าภาวะดังกล่าวอาจเปิดทางสู่การฟื้นตัวหากความเชื่อมั่นกลับมา แต่ในระยะสั้นตลาดยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง

Spot Bitcoin ETF Flow ปรับเปลี่ยนทิศทางจากแรงไหลออกในช่วงต้นสัปดาห์ไปสู่ฝั่งบวกอย่างชัดเจนในช่วงปลายสัปดาห์ โดยวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มียอดไหลออกสุทธิ -104.9 ล้านดอลลาร์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ไหลออก -133.3 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 19 กุมภาพันธ์ หนักที่สุดที่ -165.8 ล้านดอลลาร์ รวมสามวันติดลบคิดเป็น -404.0 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ กระแสเงินพลิกกลับมาเป็นไหลเข้าสุทธิ +88.1 ล้านดอลลาร์ ช่วยหยุดแรงไหลออกในระยะสั้น โดยเม็ดเงินฝั่งบวกวันดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ที่ IBIT +64.5 ล้านดอลลาร์ และ FBTC +23.6 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนอื่นส่วนใหญ่เคลื่อนไหวใกล้ศูนย์หรือทรงตัว
เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างของแรงซื้อและแรงขายในช่วงนี้ จะเห็นว่าตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่ IBIT และ FBTC ซึ่งเป็นทั้งแหล่งของแรงไหลออกในบางวัน เช่น วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ IBIT ไหลออก -164.1 ล้านดอลลาร์ และเป็นแรงพยุงหลักในจังหวะรีบาวด์วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ขณะที่ GBTC ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีเงินไหลออกเป็นระยะ เช่น วันที่ 17 กุมภาพันธ์ -8.5 ล้านดอลลาร์ และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เคลื่อนไหวใกล้ระดับศูนย์ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ปลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นเงินทุนกลับเข้าสู่ระบบ แต่ลักษณะการเคลื่อนไหวยังเป็นการสลับโยกย้ายเม็ดเงินระหว่างกองทุนมากกว่าการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นเต็มรูปแบบของทั้งตลาด

กระแสเงินใน Ethereum ETF สะท้อนภาพการ “ไหลเข้าสุทธิ” อย่างต่อเนื่อง แม้บางวันจะอยู่ในภาวะทรงตัว โดยวันที่ 17 กุมภาพันธ์ มีเงินไหลเข้าสุทธิราว 48.6 ล้านดอลลาร์ นำโดย ETHA ที่ไหลเข้า 22.9 ล้านดอลลาร์ และ Grayscale ETH ที่ 11.3 ล้านดอลลาร์ ขณะที่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ภาพรวมอยู่ที่ระดับ 0 ล้านดอลลาร์ โดยมีแรงไหลเข้าใน ETHA 1.8 ล้านดอลลาร์ และ TETH 0.7 ล้านดอลลาร์ ถูกหักล้างด้วยเงินไหลออกจาก FETH ราว 2.5 ล้านดอลลาร์ เมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าสะสมเงินไหลเข้าสุทธิถึง 705.6 ล้านดอลลาร์ สะท้อนระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันต่อ ETH ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยมีกองหลักอย่าง ETHA และ FETH ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
กระแสเงินไหลเข้าดังกล่าวมีส่วนสนับสนุนให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของ ETF ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูง ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของราคา ETH ในกรอบบวก แม้บางวันจะมีแรงขายจากบางกองทุน เช่น FETH ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ แต่ภาพรวมยังสะท้อนลักษณะของ “การหมุนเวียนเม็ดเงินเชิงบวก” ระหว่างกองทุนต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับ Bitcoin ETF ที่ยังเผชิญแรงไหลออกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทิศทางของ Ethereum ETF จึงมีความแตกต่างในเชิงกระแสเงินทุนอย่างชัดเจน
ข่าวสารสำคัญ:
Hanwha จับมือ Jito เตรียมสำรวจผลิตภัณฑ์ ETP บน JitoSOL ในเกาหลีใต้
ยักษ์ TradFi อย่าง BlackRock เริ่มเข้าซื้อโทเค็น DeFi ตอกย้ำการบรรจบ TradFi–DeFi
AI Agent ฝีมือนักพัฒนา OpenAI เผลอโอน memecoin ทั้งพอร์ตให้ผู้ใช้บน X
ที่มา:
https://tokenomist.ai/arbitrum/unlock-events
https://www.theblock.co/data/on-chain-metrics/ethereum
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


