
ประจำสัปดาห์ 02 - 08 มีนาคม 2026
_progressive.jpg)

ความขัดแย้งระหว่างอุตสาหกรรมคริปโตและธนาคารดั้งเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น หลัง Jamie Dimon ออกมาแสดงความเห็นว่าแพลตฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนจาก stablecoin ควรถูกกำกับดูแลในลักษณะเดียวกับธนาคาร เนื่องจากมีโครงสร้างคล้ายการรับฝากเงินและจ่ายดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ฝั่งทำเนียบขาว โดย Patrick Witt ได้ออกมาโต้แย้งทันที โดยระบุว่ามุมมองดังกล่าว “คลาดเคลื่อน” เนื่องจากปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด คือการนำเงินฝากไปปล่อยกู้ ไม่ใช่เพียงการให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือสินทรัพย์
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ GENIUS Act ซึ่งกำหนดให้ stablecoin ต้องมีเงินสำรองแบบ 1:1 และห้ามนำไปปล่อยกู้ ส่งผลให้โครงสร้างความเสี่ยงแตกต่างจากระบบธนาคารอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มอย่าง Coinbase สามารถเสนอผลตอบแทนบน USDC ได้ราว 3.5% ซึ่งสูงกว่าบัญชีเงินฝากทั่วไป กลายเป็นแรงกดดันต่อธนาคารดั้งเดิม ความขัดแย้งดังกล่าวยังส่งผลให้การผลักดันกฎหมายสำคัญอย่าง CLARITY Act เกิดความล่าช้า สะท้อนว่าการแข่งขันระหว่างคริปโตและระบบการเงินแบบดั้งเดิมไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการช่วงชิงโครงสร้างอำนาจทางการเงินในอนาคตโดยตรง

การตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในการอนุมัติให้ Kraken Financial ได้รับ Federal Reserve master account ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการการเงินทันที หลังจากกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจน โดยมองว่าการเปิดทางให้บริษัทคริปโตสามารถเข้าถึงระบบชำระเงินหลักของ Fed เช่น Fedwire อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน เนื่องจากธุรกิจคริปโตยังไม่ได้อยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลเดียวกับธนาคารแบบดั้งเดิม
ในอีกด้านหนึ่ง ภาคธนาคารยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของกระบวนการอนุมัติ พร้อมชี้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ Fed จะกำหนดกรอบนโยบายสำหรับบัญชีแบบจำกัด หรือ “skinny account” อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่บางฝ่ายมองว่ากรณีของ Kraken อาจเป็นเพียงตัวอย่างนำร่องสำหรับการเปิดโอกาสให้สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึงบริษัทคริปโต เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนประเด็นที่กว้างกว่าตัวบริษัทเอง และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดบทบาทของคริปโตในระบบการเงินโลก ว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลัก หรือยังคงอยู่ในสถานะของผู้ท้าชิงต่อไป

ภาพรวมการเคลื่อนย้ายสภาพคล่องในตลาดคริปโตสะท้อนพฤติกรรมการ “เลือกฝั่ง” ของนักลงทุนอย่างชัดเจน แม้ว่าข้อมูลที่อ้างอิงจะเป็น Top Net Flow ระยะ 1 เดือน (1M) แต่ทิศทางยังคงสอดคล้องกับพฤติกรรมในช่วงสัปดาห์ดังกล่าว โดยสภาพคล่องยังคงไหลเข้าสู่ ecosystem ที่มี use case ด้านการเทรดและอนุพันธ์สูงอย่างต่อเนื่อง Hyperliquid มียอดเงินไหลเข้าสูงสุดในช่วงประมาณ 600–700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Polygon PoS และ Base ตามมาในช่วงราว 150–250 ล้านดอลลาร์ สะท้อนความต้องการใช้งานในกลุ่ม DeFi และการเทรดอนุพันธ์ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาวะตลาดที่ผันผวน
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่ม Layer 2 และบาง ecosystem หลักยังคงเผชิญแรงไหลออกอย่างต่อเนื่อง โดย Arbitrum มี net outflow สูงสุดในช่วงประมาณ 700–800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ BNB Chain, OP Mainnet และ Avalanche มีเงินไหลออกในระดับรองลงมา ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับสภาวะตลาดในช่วงเดียวกันที่ Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบ 65,000 – 70,000 ดอลลาร์ และ sentiment ของตลาดยังอยู่ในโซน Fear ส่งผลให้นักลงทุนมีแนวโน้มโยกสภาพคล่องไปยังแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างผลตอบแทนหรือใช้ leverage ได้มากกว่า โดยสรุป ตลาดไม่ได้ขาดสภาพคล่อง แต่กำลังอยู่ในช่วงของ rotation phase ซึ่งเงินทุนจะไหลไปยัง ecosystem ที่ตอบโจทย์การทำกำไรในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ดัชนี Crypto Fear & Greed Index เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมุมมองและอารมณ์ของตลาดคริปโต โดยอ้างอิงคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 (0 หมายถึง ความกลัวสุดขีด หรือ Extreme Fear และ 100 หมายถึง ความโลภสุดขีด หรือ Extreme Greed)
ตลาดคริปโตยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐที่ยังไม่เอื้อต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น ส่งผลให้ Crypto Fear & Greed Index เคลื่อนไหวในระดับต่ำบริเวณประมาณ 9 – 21 จุด ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นมาที่ 27 จุด (Fear) สะท้อน sentiment ของนักลงทุนที่ยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง ขณะที่ราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบราว $65,000 – $70,000 โดยยังไม่สามารถสร้างแนวโน้มขาขึ้นใหม่ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มปรากฏสัญญาณของแรงรับจากฝั่งสถาบัน โดยมีการเข้าซื้อสะสม Bitcoin เพิ่มขึ้นในระดับสูง เช่น การเข้าซื้อรวมกว่า 17,994 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ $1.28 พันล้านในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงราคาไม่ให้ปรับตัวหลุดระดับสำคัญ ขณะเดียวกัน การที่ราคายังคงสามารถทรงตัวได้ แม้ sentiment จะอยู่ในโซน Fear สะท้อนถึงโครงสร้างตลาดที่ยังมีแรงซื้อรองรับในระดับล่าง ทำให้ภาพรวมในช่วงนี้อยู่ในลักษณะ sideway with accumulation และยังคงต้องรอปัจจัยใหม่เข้ามากำหนดทิศทางในระยะถัดไป

กระแสเงินทุนใน Spot Bitcoin ETF สะท้อนความผันผวนของ sentiment ตลาดอย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในวันที่ 2 มีนาคม ซึ่งมี inflow สูงถึง 458.2 ล้านดอลลาร์ และต่อเนื่องในวันที่ 4 มีนาคม ที่ระดับ 461.9 ล้านดอลลาร์ นำโดย BlackRock (IBIT) ที่มีเงินไหลเข้า 306.6 ล้านดอลลาร์ และ Fidelity (FBTC) อีก 48.0 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงราคา Bitcoin ให้เคลื่อนไหวทรงตัวในกรอบ 66,000 – 70,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมดังกล่าวไม่สามารถรักษาไว้ได้ เมื่อเข้าสู่วันที่ 5 มีนาคม ตลาดพลิกกลับมาเป็น outflow ที่ 227.9 ล้านดอลลาร์ โดย IBIT และ FBTC มีเงินไหลออก 88.7 ล้านดอลลาร์ และ 48.0 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ สะท้อนแรงขายทำกำไรและความไม่มั่นใจของนักลงทุน
แรงขายยังคงต่อเนื่องในวันที่ 6 มีนาคม ด้วยยอดไหลออก 348.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวันที่มีเงินไหลออกสูงที่สุดของสัปดาห์ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังอีกครั้ง สอดคล้องกับปัจจัยมหภาคในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง แม้ในช่วงปลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ sideway ภายใต้แรงกดดันจากกระแสเงินทุนที่ไม่สม่ำเสมอ สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วงรอปัจจัยใหม่เพื่อกำหนดทิศทางในระยะถัดไป

กระแสเงินทุนใน Ethereum ETF ยังคงสะท้อนความผันผวนของความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยแรงซื้อในวันที่ 2 มีนาคม ที่มูลค่าประมาณ 38.7 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะเผชิญแรงขายกลับเข้ามาในวันที่ 3 มีนาคม ที่ราว 10.8 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตลาดสามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นในวันที่ 4 มีนาคม ด้วยเม็ดเงินไหลเข้าสูงถึง 169.4 ล้านดอลลาร์ นำโดยกองทุนหลักอย่าง BlackRock และ Fidelity ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการประคอง sentiment ของตลาดในระยะสั้น
แต่แรงกดดันกลับมาอีกครั้งในวันที่ 5 มีนาคม ซึ่งมีเงินไหลออกประมาณ 90.9 ล้านดอลลาร์ และต่อเนื่องในวันที่ 6 มีนาคม ที่ราว 82.9 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอนของปัจจัยมหภาค ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ในช่วงปลายสัปดาห์จะเริ่มเห็นสัญญาณของสภาพคล่องที่ทยอยกลับเข้ามาบางส่วน แต่ภาพรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ sideway ภายใต้แรงซื้อและแรงขายที่สลับกันอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าตลาดยังอยู่ในช่วงรอปัจจัยใหม่เข้ามากำหนดทิศทาง
ข่าวสารสำคัญ:
TD Cowen ชี้ ปี 2026 อาจเห็นบริษัทคริปโตจำนวนมากได้ Fed master account แม้ธนาคารคัดค้านก็หยุดไม่ได้
Polymarket ถอดตลาด “นิวเคลียร์ดีโทเนชัน” หลังถูกวิจารณ์หนักจากความเสี่ยงด้านจริยธรรมช่วงสงคราม
ที่มา:
https://investingnews.com/cryptocurrency-market-recap-02032026-iran-war/
https://tokenterminal.com/explorer/projects/hyperliquid/metrics/active-addresses-daily
หมายเหตุ : บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นในทุกวันจันทร์ ดังนั้นบทความบางส่วนอาจจะมีความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้
Note: This analysis is conducted every Monday, so some parts of the article may contain inaccurate information
คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ขอบคุณที่ติดตามครับ
J.P Daniel
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ
ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต


