ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ

วิธีใช้ Grid Trading ในการลงทุน Bitcoin เพื่อผลตอบแทนยั่งยืน

เรียนรู้วิธีใช้ Grid Trading กับ Bitcoin อธิบายครบตั้งแต่แนวคิด การเลือกช่วงราคา รูปแบบ Grid ที่เหมาะกับตลาด ไปจนถึงความเสี่ยงและการบริหารเงินทุน

สารบัญเนื้อหา
นักลงทุนรู้สึกมั่นใจเพราะเชี่ยวชาญวิธีใช้ Grid Trading

Key takeaway

Grid Trading คือปรัชญาการลงทุนที่มุ่งเน้นการบริหารความผันผวน มากกว่าการทำนายทิศทาง โดยเปลี่ยนพฤติกรรมราคาที่แกว่งตัวของ Bitcoin ให้กลายเป็นกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเครื่องมือ แต่เป็นวิธีใช้ Grid Trading อย่างมีกลยุทธ์ ทั้งการกำหนดกรอบราคาด้วยปัจจัยทางเทคนิค การจัดสรรเงินทุน และการมีแผนรับมือความเสี่ยงที่รัดกุม ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนระบบอัตโนมัติให้กลายเป็นกลไกสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในทุกสภาวะตลาด

ในโลกของการเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนอย่าง Bitcoin คำถามที่นักลงทุนส่วนใหญ่อยากรู้คำตอบไม่ได้มีเพียงแค่ “ราคาจะไปทางไหน ?” แต่เป็น “จะทำกำไรจากสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอนได้อย่างไร ?” เนื่องจากการเทรดแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาการเก็งกำไรทิศทาง อาจสร้างความกดดันมหาศาลเมื่อกราฟราคาไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “โอบรับ” ความผันผวน และเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด นั่นก็คือการใช้ “Grid Trading” ช่วยในการวางแผนลงทุน

บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงแก่นแท้ของระบบ Grid Trading ในเชิงกลยุทธ์ เพื่อตอบคำถามว่า Grid Trading ใช้กับ Bitcoin ได้ไหม เหมาะกับตลาดแบบไหน พร้อมเทคนิคการตั้งค่าเชิงลึกและการวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

ทำความเข้าใจกลยุทธ์ Grid Trading

โดยปกติแล้ว จิตวิทยาการเทรดแบบดั้งเดิมมักถูกขับเคลื่อนด้วยความพยายามที่จะเอาชนะตลาด เราซื้อเพราะเชื่อมั่นว่าราคาจะปรับตัวขึ้น (Long) หรือขายเพราะมั่นใจว่าราคาจะร่วงลง (Short) วิธีการนี้ต้องอาศัยความแม่นยำในการวิเคราะห์กราฟและข่าวสาร หากทายถูกก็ได้กำไรก้อนโต แต่หากทายผิด ความเสียหายก็อาจรุนแรงไม่แพ้กัน

ในทางตรงกันข้าม Grid Trading คือปรัชญาการเทรดที่วางอยู่บนพื้นฐานของ System Trade หรือการเทรดตามระบบอย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องสนใจว่าพรุ่งนี้ราคาจะวิ่งไปทางไหนเป็นหลักการสำคัญ แต่มุ่งเน้นไปที่การวาง "โซนราคา" (Price Range) ที่คาดว่าสินทรัพย์จะเคลื่อนที่อยู่ภายในนั้น

กลไกของวิธีใช้ Grid Trading เปรียบเสมือนการทอดแหหรือวางตาข่ายดักปลาในแม่น้ำที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกราก เราจะแบ่งเงินทุนออกเป็นส่วนย่อย ๆ และส่งคำสั่งซื้อ (Buy Orders) รอไว้เป็นชั้น ๆ ในโซนราคาต่ำ และตั้งคำสั่งขาย (Sell Orders) รอไว้เป็นชั้น ๆ ในโซนราคาสูง

เมื่อราคาตลาดเหวี่ยงลงมาชนเส้น Buy ระบบจะทำการซื้อ และเมื่อราคาดีดตัวกลับขึ้นไปชนเส้น Sell ที่อยู่เหนือขึ้นไป ระบบจะทำการขายทำกำไรส่วนต่างราคานั้นทันที กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ราคายังคงวิ่งอยู่ในกรอบที่เรากำหนดไว้ ทำให้นักลงทุนสามารถเก็บเกี่ยว Cash Flow ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเพื่อเดาทิศทาง

ทำไม Bitcoin ถึงเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับ Grid Trading ?

เมื่อเข้าใจกลไกของ Grid Trading แล้ว คำถามต่อมาที่นักลงทุนสายคริปโตน่าจะสงสัยคือ “Grid Trading ใช้กับ Bitcoin ได้ไหม ?” 

ซึ่งหากถามว่าการใช้ Grid Trading กับคริปโตหรือ Bitcoin คืออะไร สามารถอธิบายแบบเข้าใจง่ายให้เห็นภาพได้ดังนี้ 

โดยหากเปรียบเทียบ Grid Trading เป็นเครื่องยนต์ Bitcoin ก็คือน้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมสำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ เหตุผลหลักที่ทำให้ Bitcoin และ Grid Trading เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด เนื่องจากมีรากฐานมาจากพฤติกรรมราคาตามธรรมชาติ 2 ประการ คือ

  1. ความผันผวน (Volatility) คือแหล่งกำเนิดกำไร : สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความผันผวนอาจดูน่ากลัว แต่สำหรับนักลงทุนสาย Grid Trading ความผันผวนคือ "เพื่อนที่ดีที่สุด" Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่มี Standard Deviation หรือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของราคาสูงมาก ในหนึ่งวันราคาอาจเหวี่ยงขึ้นลงได้ 3-10% ซึ่งการเหวี่ยงตัวเหล่านี้คือจังหวะที่ระบบ Grid จะทำงานได้ถี่ที่สุด ยิ่งกราฟยึกยักมากเท่าไร ระบบจะยิ่งทำกำไรได้มากเท่านั้น
  2. พฤติกรรม Mean Reversion (การวิ่งเข้าหาค่าเฉลี่ย) : แม้ในภาพใหญ่ (กรอบเวลารายสัปดาห์ /เดือน) Bitcoin อาจจะมีเทรนด์ที่ชัดเจน แต่หากซูมเข้าไปดูในภาพย่อย (กรอบเวลา 15 นาที - 4 ชั่วโมง) จะพบว่า Bitcoin มักมีพฤติกรรมวิ่งออกจากค่าเฉลี่ยแล้ววกกลับเข้ามาเสมอ ไม่ค่อยมีการวิ่งขึ้นเป็นเส้นตรงโดยไม่ย่อ หรือลงดิ่งโดยไม่เด้ง ตลาดไซด์เวย์ในกรอบเวลาสั้น ๆ นี้เองที่ตอบโจทย์กับการใช้ Grid Trading ที่สุด เพราะอนุญาตให้ระบบได้ "ซื้อถูก" และ "ขายแพง" วนเวียนไปมานับครั้งไม่ถ้วน

รูปแบบของ Grid Trading ที่เหมาะกับสภาวะตลาดต่าง ๆ

ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดคือการคิดว่าวิธีใช้ Grid Trading มีเพียงรูปแบบเดียว คือการเปิดบอตในตลาดไซด์เวย์ แต่ในความเป็นจริง Grid Strategy มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับใช้ได้กับทุกสภาวะตลาดหากเลือกชนิดได้ถูกต้อง

1. Neutral Grid (เหมาะกับตลาด Sideways)

นี่คือวิธีใช้ Grid Trading ที่คลาสสิกที่สุด เหมาะสำหรับช่วงที่ตลาดไม่มีเทรนด์ชัดเจน หรือราคา Bitcoin วิ่งอยู่ในกรอบสะสมพลัง (Consolidation Phase) การตั้งค่าจะเป็นการวางไม้ซื้อและไม้ขายในสัดส่วนที่เท่า ๆ กันทั้งบนและล่างจากราคาปัจจุบัน เป้าหมายคือเก็บกินกำไรจากการแกว่งตัวในกรอบสี่เหลี่ยม

2. Long Grid (เหมาะกับตลาด Bullish ที่มีการย่อตัว)

ในตลาดขาขึ้น การถือครอง (Buy & Hold) อาจให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่วิธีใช้ Grid Trading แบบ Long Grid ถูกออกแบบมาเพื่อ "ลดต้นทุน" ในขณะที่ตลาดย่อตัว รูปแบบนี้จะเน้นวางโซนรับซื้อด้านล่างมากกว่าด้านบน หรืออาจจะเป็นการตั้งค่าแบบ Geometric ที่เน้นการสะสมเหรียญเพิ่มขึ้นเมื่อราคาย่อตัว เพื่อรอขายทำกำไรในราคาที่สูงขึ้นตามเทรนด์หลัก เหมาะกับคนที่มองว่า Bitcoin จะไปต่อ แต่กังวลว่าจะเข้าซื้อที่ราคาสูงเกินไป

3. Short Grid (เหมาะกับตลาด Bearish)

วิธีใช้ Grid Trading ที่เหมาะสำหรับบริหารความเสี่ยงขาลง หรือต้องการสะสมปริมาณเหรียญ Stablecoin เพิ่มขึ้น หลักการคือการขาย Bitcoin ที่มีอยู่ออกไปเมื่อราคาเด้งขึ้น และตั้งรับซื้อคืนเมื่อราคาดิ่งลงมาต่ำกว่าเดิม เป็นการทำกำไรจากการที่มูลค่าสินทรัพย์ลดลง โดยที่ยังคงรักษาสภาพคล่องหรือเพิ่มจำนวนเหรียญ Bitcoin ในมือได้ในราคาที่ถูกลง 

ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจใช้กลยุทธ์ Grid Trading 

ก่อนจะตัดสินใจใช้กลยุทธ์ Grid Trading ในสนามลงทุน ต้องตระหนักเสมอว่า "There is no free lunch" หรือ “ไม่มีการลงทุนใดในโลกที่ไม่มีความเสี่ยง” Grid Trading ก็เช่นเดียวกัน นี่ไม่ใช่ระบบที่ไม่มีวันขาดทุน โดยข้อจำกัดและความเสี่ยงหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 กรณี คือ 

  • กรณีราคาพุ่งทะลุกรอบบน (Breakout Risk) : นี่คือความเสี่ยงแบบ "ขายหมู" เมื่อ Bitcoin พุ่งแรงทะลุเพดานราคาที่เราตั้งไว้ ระบบจะทำการขายเหรียญทั้งหมดในมือจนเกลี้ยงพอร์ตเพื่อทำกำไรตามระบบ ผลลัพธ์คือเราจะได้กำไรเป็นเงินสด (Fiat/Stablecoin) แต่จะเสียโอกาสในการทำกำไรก้อนโตหากราคายังพุ่งต่อไปอีกไกล เราจะกลายเป็นคนตกรถที่มีเงินสดเต็มกระเป๋า
  • กรณีราคาดิ่งทะลุกรอบล่าง (Breakdown Risk) : นี่คือความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่า เมื่อราคา Bitcoin ร่วงทะลุพื้นราคาที่เราตั้งไว้ ระบบจะทำการซื้อถัวเฉลี่ยขาลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งไม้สุดท้ายและเงินสดหมดพอร์ต หากราคายังลงต่อ เราจะกลายเป็นผู้ถือครอง Bitcoin ที่ติดดอยเต็มจำนวน และมูลค่าพอร์ตโดยรวมจะลดลงตามราคาตลาดซึ่งหากไม่ได้บริหารหน้าตักไว้ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลหากต้องคัตลอส

การศึกษาวิธีใช้ Grid Trading ช่วยสร้างกำไรในการลงทุน Bitcoin ได้

เทคนิคการตั้งค่า Grid สำหรับ Bitcoin

เพื่อให้ Grid Trading มีประสิทธิภาพสูงสุดบนคู่เหรียญ Bitcoin เราไม่ควรตั้งค่าตามความรู้สึก แต่ควรปรับวิธีใช้ Grid Trading ตาม Technical Analysis รวมถึงหลักการทางคณิตศาสตร์ 

1. การกำหนดช่วงราคา (Range Setting) ด้วย ATR

หนึ่งในกฎของวิธีใช้ Grid Trading ข้อสำคัญคืออย่าเดากรอบราคาเอง ให้ใช้เครื่องมือ ATR (Average True Range) เพื่อวัดความผันผวนของตลาดในช่วงเวลานั้น ๆ

  • เทคนิค: วิธีใช้ Grid Trading ข้อนี้ให้เริ่มจากเปิดกราฟ Timeframe Daily ดูค่า ATR หากค่า ATR อยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์ เราอาจจะตั้งกรอบบนและล่างให้ครอบคลุมความผันผวนอย่างน้อย 2-3 เท่าของ ATR เพื่อให้มั่นใจว่าราคาจะไม่หลุดกรอบง่ายเกินไปในระยะสั้น หรือใช้แนวรับ-แนวต้านสำคัญในอดีตเป็นจุดกำหนด Upper และ Lower Limit

2. Grid Density (ความถี่ของไม้)

จำนวน Grid (Grids Quantity) ส่งผลโดยตรงต่อกำไร

  • Grid ถี่ (High Density) : จำนวนไม้เยอะ ช่องว่างราคาระหว่างไม้น้อย โอกาสแมตช์คำสั่งซื้อขายมีสูงมาก แต่กำไรต่อไม้จะน้อย และอาจโดนค่าธรรมเนียมกินส่วนต่างหากกำไรต่อไม้ต่ำกว่า 0.1% - 0.2% Grid ห่าง (Low Density) : จำนวนไม้น้อย ช่องว่างราคากว้าง โอกาสแมตช์น้อยกว่า แต่กำไรต่อไม้จะเป็นกอบเป็นกำ เหมาะกับ Bitcoin ในช่วงที่มีการสวิงตัวกว้าง ๆ

3. Geometric vs Arithmetic : เลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์

  • Arithmetic (แบบขั้นบันไดเท่ากัน) : ระยะห่างของราคาแต่ละไม้เท่ากันเป๊ะ (เช่น ทุกๆ $500) เหมาะกับกรอบราคาแคบ ๆ
  • Geometric (แบบเปอร์เซ็นต์เท่ากัน) : ระยะห่างของแต่ละไม้คิดเป็น % ที่เท่ากัน (เช่น ทุก ๆ 1%) รูปแบบนี้เหมาะกับ Bitcoin มากกว่า เพราะการขึ้นลงของคริปโตมักคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และช่วยให้โซนราคาด้านบนไม่ถี่จนเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าที่สูงขึ้น

Capital Allocation : หัวใจของการลงทุนที่ยั่งยืน

วิธีใช้ Grid Trading เทคนิคสุดท้ายที่สำคัญแต่หลายคนมักมองข้ามคือการบริหารเงินทุน เพราะ Grid Trading ไม่ใช่การ All-in แล้วหวังรวยชั่วข้ามคืน แต่คือการสร้างผลตอบแทนระยะยาว 

  1. แบ่งโซนเล่น (Zone Splitting) : อย่าใช้ Grid เดียวครอบจักรวาล หากคุณมีงบ 100% อาจแบ่ง 30% สำหรับ Grid ระยะสั้น (Narrow Range) เพื่อเก็บกระแสเงินสดรายวัน และอีก 30% สำหรับ Grid ระยะยาว (Wide Range) ที่ครอบคลุมราคา Bitcoin ตั้งแต่ $40,000 - $100,000 เพื่อกันการตกรถหรือติดดอยระยะยาว
  2. Reserve Fund (เงินสำรองฉุกเฉิน) : ต้องเหลือเงินสดไว้นอกระบบ Grid เสมอ อย่างน้อย 30-40% เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น หากราคา Bitcoin หลุดกรอบล่างอย่างรุนแรง เงินก้อนนี้จะสามารถนำมาเปิด Grid ชุดใหม่ที่ราคาต่ำกว่าเดิมหรือใช้เพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อลดต้นทุนเฉลี่ยได้

เมื่อเข้าใจแล้วว่าเทคนิคการลงทุนแบบ Grid Trading คืออะไร และเหมาะกับใคร ก็ถึงเวลาเปลี่ยนความผันผวนของ Bitcoin ให้เป็นกระแสเงินสดเข้าพอร์ตด้วย ฟีเจอร์ Grid Trading บน Maxbit เครื่องมือเทรดอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณวางกลยุทธ์ทำกำไรเป็นรอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอหรือคาดเดาทิศทางราคา มั่นใจในทุกการวาง Strategy บนแพลตฟอร์มมาตรฐานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. พร้อมความมั่นคงด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เริ่มต้นเทรดเชิงระบบอย่างมืออาชีพพร้อมสินทรัพย์คุณภาพกว่า 100+ รายการได้แล้ววันนี้ ดาวน์โหลดแอป Maxbit ได้เลยทั้ง iOS และ Andriod

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Educational: Grid Trading, What is it? How it works?. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.tradingview.com/chart/ETHUSD/SLjp6HB4-Educational-Grid-Trading-What-is-it-How-it-works/
  2. Average True Range (ATR) Formula, What It Means, and How to Use It. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 จาก https://www.investopedia.com/terms/a/atr.asp?utm_source=chatgpt.com

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Grid Trading กับ Bitcoin (FAQs)

Q : เงินทุนเริ่มต้นต้องใช้มากแค่ไหน ถึงจะเริ่มทำ Grid Trading ใน Bitcoin ได้ ?

A : เงินทุนขั้นต่ำขึ้นอยู่กับ "จำนวน Grid (Grid Quantity)" ที่ตั้งค่า หลักการคือ ระบบต้องแบ่งเงินก้อนใหญ่ของคุณออกเป็นกองย่อย ๆ ตามจำนวนไม้ หากคุณตั้งจำนวน Grid ไว้เยอะ (เช่น 100 ไม้) คุณต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นสูงขึ้นเพื่อให้แต่ละไม้นั้นมีมูลค่าถึง "ขั้นต่ำในการส่งคำสั่งซื้อขาย" ของแพลตฟอร์ม (เช่น ขั้นต่ำ 350 บาทต่อไม้) หากเงินทุนน้อย แนะนำให้ลดจำนวน Grid ลงหรือขยายช่วงกว้างของราคาให้มากขึ้น

Q : ในตลาดขาขึ้นชัดเจน (Strong Bull Market) ทำไมถึงบอกว่า Grid Trading อาจได้กำไรน้อยกว่าการถือเฉย ๆ ?

A : เพราะ Grid Trading มีกลไกการ "ขายหมูตลอดทาง" เมื่อราคาวิ่งขึ้น ระบบจะทยอยขาย Bitcoin ออกไปเรื่อย ๆ เพื่อเก็บกำไรเป็นเงินสด ทำให้จำนวน Bitcoin ในมือเราลดลงเรื่อย ๆ ในขณะที่ราคาพุ่งสูงขึ้น หากราคาพุ่งไปไกลมาก ๆ โดยไม่ย่อกลับมาเลย คนที่ถือ Bitcoin ไว้เฉย ๆ จะได้รับมูลค่าเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า แต่ Grid Trading จะชนะขาดลอยในตลาดที่ราคาไม่ไปไหนหรือค่อย ๆ ไต่ขึ้นแบบฟันปลา

Q : ควรตั้งค่า Grid Trading ไว้นานแค่ไหน จำเป็นต้องปิดเปิดใหม่ทุกวันไหม ?

A : Grid Trading ไม่ใช่ Day Trade ที่ต้องปิดจบรายวัน แต่ก็ไม่ใช่การถือยาวตลอดชีพ ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ "ตราบเท่าที่ราคายังวิ่งอยู่ในกรอบที่เราตั้งไว้" บางครั้งอาจจะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่ถ้าราคา Bitcoin เปลี่ยนกรอบการเล่น หรือค่าความผันผวนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ก็ควรปิดบอตเพื่อประเมินสถานการณ์และตั้งค่ากรอบราคาใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดปัจจุบัน

Q : ระหว่างคู่เทรด BTC/THB กับ BTC/USDT ควรเลือกทำ Grid กับคู่ไหนดีกว่ากัน ?

A : หัวใจของวิธีใช้ Grid Trading คือสภาพคล่อง (Liquidity) แนะนำให้เลือกคู่ที่มี Volume การซื้อขายสูงกว่า และมี Spread (ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) ต่ำกว่า ในกระดานนั้น ๆ เพราะจะทำให้บอตจับคู่คำสั่งได้ง่ายและรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่คู่ Stablecoin (USDT) มักจะมีสภาพคล่องสูงกว่า แต่คู่เงินบาท (THB) ก็มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องเสียค่าความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็ง/อ่อน หากคุณเป็นนักลงทุนที่ใช้เงินบาทเป็นหลัก

ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ

ประกาศและข่าวสารเหรียญต่าง ๆ

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Maxbit ได้ที่

appstoregoogleplay

ลงทะเบียนอย่างปลอดภัยกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต

ลงทะเบียน
starstar